ดึงโซลูชัน NB-IoT ประยุกต์ใช้กับประกันรถ

นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กรแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสในฐานะ Digital Life Service Provider จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของ Business Model ใหม่ๆ โดยเอไอเอสมีความยินดีที่บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เลือกใช้โซลูชัน NB-IoT Motor Tracker for UBI ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ของไทยวิวัฒน์ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะสามารถส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่าย NB-IoT เมื่อมีการสตาร์ทและดับเครื่องของรถที่ทำประกันรถเปิด-ปิด ทำให้บริษัทประกันภัยได้รับข้อมูลที่มีความแม่นยำ ถูกต้อง และให้การดูแลลูกค้าขององค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยี NB-IoT มาเสริมศักยภาพการบริการให้กับธุรกิจประกันภัย ด้านนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับโซลูชัน NB-IoT Motor Tracker for UBI จะทำงานโดยใช้เทคโนโลยีติดตามการทำงานของยานพาหนะบนเครือข่าย NB-IoT เมื่อมีการสตาร์ทรถยนต์ อุปกรณ์? IoT

บริษัทเอ็นอีซีของญี่ปุ่น เปิดตัว “รถยนต์บินได้”

บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น NEC เปิดตัว “รถยนต์บินได้” ในวันจันทร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องบินโดรนขนาดใหญ่แบบสี่ใบพัด สามารถบินขึ้นลงในแนวดิ่ง การทดสอบบินครั้งนี้ใช้เวลาราว 1 นาที โดยเป็นการบินขึ้นในความสูงราว 3 เมตร จัดขึ้นที่โรงงานของ NEC ชานกรุงโตเกียว ซึ่งทางบริษัทเชิ(ญนักข่าวจำนวนมากมาเป็นสักขีพยานในการทดสอบ รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนโครงการพัฒนารถยนต์บินได้ โดยมีเป้าหมายที่จะนำมาใช้บรรทุกคนจริงๆ ในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า สำหรับรถยนต์บินได้ที่นำมาใช้ในการทดสอบในวันจันทร์ เรียกว่า EVtol ซึ่งย่อมาจาก “electric vertical takeoff and landing” หรือ “ยานพาหนะไฟฟ้าที่บินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง” ซึ่งถูกออกแบบมาโดยไม่ต้องมีนักบินบังคับ แม้จะมีขนาดใหญ่พอที่จะสามารถบรรทุกคนได้ เจ้าหน้าที่ของ NEC กล่าวว่า ยานพาหนะบินได้นี้สามารถนำไปใช้ในงานหลากหลายประเภท เช่น การช่วยผู้ประสบภัยในพื้นที่เข้าถึงยาก ไปจนถึงการท่องเที่ยวในอวกาศ นอกจาก NEC แล้ว บริษัทเทคโนโลยีในหลายประเทศต่างพยายามพัฒนายานพาหนะบินได้ เช่น บริษัท Uber ที่กำลังออกแแบบ Uber Air โดยวางแผนว่าจะสามารถนำมาใช้รับส่งผู้โดยสารได้ในปี ค.ศ. 2023

ญี่ปุ่นเปิดตัว “ทีมหุ่นยนต์ผู้ช่วย” สำหรับกีฬาโอลิมปิก 2020

หุ่นยนต์ผู้ช่วยสำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2020 ได้รับการออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ข้ามสนามได้อย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เก็บอุปกรณ์ในการแข่งขันกีฬา เช่น หอกจากกีฬาพุ่งหลาว และแผ่นกลมสำหรับกีฬาขว้างจักร หลังจากที่นักกีฬาขว้างออกไปแล้ว หุ่นยนต์อีกตัวจะมีหน้าจอที่มีขนาดเท่าคนบนล้อของมัน หุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการออกแบบ มาเพื่อช่วยให้ผู้ชมทางบ้านสามารถดูกีฬาแบบเสมือนจริงได้ นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร เรียกว่า “หุ่นยนต์มาสคอต” ซึ่งแม้เดินไม่ได้แต่สามารถขยับแขนขาได้ พูดไม่ได้แต่สามารถส่งสายตาได้หลายแบบ ทั้งแบบสายตาเป็นประกาย และเป็นรูปหัวใจ ถือเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ คุณ Tomohisa Moridaira หัวหน้าคณะวิศวกรกล่าวเสริมว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ยังอาจทำงานอย่างอื่นได้อีก เช่น การถือคบเพลิงโอลิมปิกโดยใช้แม่เหล็ก “หุ่นยนต์ภาคสนาม” เป็นหุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างเหมือนรถประจำทาง สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกล้องสามตัวและเซ็นเซอร์พิเศษที่ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อม ด้านบนของตัวรถมีไฟชนิดพิเศษรอบๆ ที่จะสว่างขึ้นในขณะที่ทำงาน โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหญ้าได้อีกด้วย คุณ Takeshi Kuwabara ผู้ดูแลการพัฒนาหุ่นยนต์บอกว่า หุ่นยนต์นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกันกับทั้งหุ่นยนต์และมนุษย์ และว่าเป้าหมายก็คือการใช้ประโยชน์จากข้อดีของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์ หุ่นยนต์เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่น Toyota Motor Corporation เปิดตัวหุ่นยนต์เหล่านี้ให้ผู้สื่อข่าวได้ชมเมื่อไม่กี่วันก่อน โดย

โทรศัพท์มือถือที่คุณพกติดตัว อาจจะถูกแฮ็กและใช้สอดแนม โดยที่คุณไม่รู้ตัว

สมาร์ตโฟนคือหน้าต่างในการติดต่อกับโลกกว้างของใครหลายคน แต่ถ้ามันเป็นหน้าต่างที่เปิดให้คนภายนอกเข้ามายุ่มยามในชีวิตส่วนตัวของคุณล่ะ? คุณเคยคิดบ้างไหมว่า อาจจะมีสายลับแฝงตัวอยู่ในกระเป๋าของคุณ ลองจินตนาการว่า แฮ็กเกอร์สามารถติดตั้งสปายแวร์ลงในโทรศัพท์ของคุณจากระยะไกลได้ ทำให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์ของคุณ รวมถึงข้อความที่เข้ารหัส อาจจะถึงขั้นควบคุมไมโครโฟนและกล้องได้ด้วย เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดูไกลเกินความเป็นจริงก็ได้ เรามีหลักฐานสำคัญที่ระบุว่า มีการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อแกะรอยผู้สื่อข่าว นักเคลื่อนไหว และทนายความ จำนวนมากทั่วโลก แต่ใครที่ทำเรื่องแบบนี้ และเหตุผลคืออะไร? เราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อป้องกันปัญหานี้ ไมก์ เมอร์เรย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ของ Lookout ในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นบริษัทที่ช่วยเหลือรัฐบาลต่าง ๆ ภาคธุรกิจและผู้บริโภคในการรักษาข้อมูลของตัวเองให้ปลอดภัย เขาเล่าถึงวิธีการทำงานของ ซอฟต์แวร์สอดแนมที่ชาญฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาขึ้น ซอฟต์แวร์นี้ทรงพลังมากจนได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาวุธอย่างหนึ่ง และการซื้อขายต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด ไมก์ บอกว่า “ผู้ใช้งานซอฟต์แวร์นี้ สามารถแกะรอยคุณได้ด้วยจีพีเอสของคุณ” “พวกเขาสามารถเปิดไมโครโฟนและกล้องเมื่อไหร่ก็ได้ และบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ มันแอบเข้าแอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดียที่คุณมีทุกแอปฯ ได้ด้วย มันขโมยภาพถ่ายและหมายเลขโทรศัพท์ และข้อมูลในปฏิทินของคุณได้ รวมถึงอีเมลและเอกสารทุกอย่างที่คุณมี” “มันเปลี่ยนโทรศัพท์ของคุณให้เป็นอุปกรณ์ดักฟัง ที่พวกเขาใช้แกะรอยคุณได้ และขโมยข้อมูลทุกอย่างในนั้น” สปายแวร์ เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว เป็นการเปิดทางสู่โลกใบใหม่ ซอฟต์แวร์นี้ ไม่ได้สกัดข้อมูลที่อยู่ระหว่างทาง ซึ่งปกติจะถูกเข้ารหัสไว้แล้ว แต่เมื่อมีสปายแวร์อยู่ในเครื่อง มันจะใช้ประโยชน์จากหน้าที่การทำงานต่าง ๆ

ทำความรู้จัก X-Data กุญแจสู่ความสำเร็จในยุค Experience Economy

สมมุติว่าวันหนึ่งคุณไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่คุ้นเคยแถวออฟฟิส คุณนั่งลงและสั่งเมนูจานโปรด ไม่นานเกินรอ พนักงานร้านก็เดินมาเสิร์ฟ มื้อนี้ช่างง่าย ทันใจ อร่อย แถมยังถูกดีอีกด้วย แต่แล้วคุณก็ต้องสะดุ้ง เพราะเสียงสบถของพนักงานคนหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางลูกค้าที่กำลังทานก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย บางสิ่งบางอย่างทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยดีกับร้านนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนคิดในใจว่าคงไม่กล้บมากินร้านนี้อีกต่อไป เพราะอะไรกันนะ ทั้งๆ ที่น้ำซุปเขาก็อร่อยและที่นั่งก็สบายดี …มันคือประสบการณ์ของคุณอย่างไรล่ะ ที่ได้คะแนนติดลบไปเสียเรียบร้อยแล้ว เรากำลังอยู่ในยุคสมัยของ Experience Economy ที่ซึ่งสินค้าที่หรูเลิศ ที่ตั้งแสนสะดวก และราคาที่ดี ไม่ใช่ปัจจัยชี้ชะตาธุรกิจที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป โดย Pine & Gilmore ได้ระบุไว้ในปี 1998 ว่า “ประสบการณ์ เกิดขึ้นเมื่อบริษัทตั้งใจใช้บริการเป็นเวทีและสินค้าเป็นพร็อพ เพื่อเข้าถึงลูกค้าแต่ละคนในรูปแบบหนทางที่พึงสร้างเหตุการณ์ให้เป็นที่น่าจดจำและน่าประทับใจ” เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” นับตั้งแต่การพบหน้าลูกค้าครั้งแรก แผนการตลาด รูปแบบการขาย ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงงานบริการหลังการขาย ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนมีส่วนเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้า ในวันนี้ ประสบการณ์ ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกพบว่าเมื่อพวกเขามอบประสบการณ์ที่ดีเลิศแก่ลูกค้า พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนทางธุรกิจที่ดีเกินคาด และในทางกลับกัน ประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ดีย่อมนำมาซึ่งบทลงโทษที่ธุรกิจต้องเผชิญ คำถามคือเราจะสร้างประสบการณ์ที่ดีได้อย่างไร? ประการแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ คือ ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer

กล้องวงจรปิด เครื่องมือใหม่ช่วยส่องพฤติกรรมคนทั่วโลก!!

Jay Stanley มีดีกรีเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอาวุโส สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกันหรือ ACLU สิ่งที่ Stanley ทำคือการวิจัย เขียน และออกมาพูดประกาศเรื่องความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของประชาชนในอนาคต งานล่าสุดที่เขาเขียนในบล็อก Free Future ของ ACLU ระบุถึงเทรนด์ความนิยมใช้หุ่นยนต์ระวังภัยหรือ robot surveillance ในเมืองใหญ่ อาจจะคุกคามเสรีภาพของพวกเราทุกคนแบบไม่คาดคิด คำเตือนของ Jay Stanley ในนาม ACLU เกิดขึ้นในวันที่กล้องวงจรปิดถูกนำมาประยุกต์ร่วมกับระบบ AI แบบใหม่ หลังจากที่กล้องวงจรปิดถูกใช้งานทั่วไปในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยมานานหลายปี การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบ robot surveillance ที่มีความเฉลียวฉลาดขึ้นนี้เองที่อาจเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของพลเมือง และจะสร้างวิถีใหม่หรือ reshape วิธีที่ผู้คนจะปฏิบัติตนในที่สาธารณะด้วย Stanley เขียนเตือนในรายงานฉบับใหม่ว่ากล้องวงจรปิดที่รวบรวมและจัดเก็บวิดีโอ (ในบางกรณี) กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็น robot surveillance ที่คอยเฝ้าดูผู้คนอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง กลายเป็นเครือข่ายเครื่องจักรกลเฝ้าระวังที่ยิ่งใหญ่และกำลังเติบโตขึ้นรอบตัวเรา แม้ขณะนี้เครื่องส่วนใหญ่ยังไม่ฉลาดนักและทำงานได้ช้า แต่ทุกอย่างจะมีความหมายทันทีหากมีการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด ใช้คุมพฤติกรรมได้ Stanley ย้ำว่าผลลัพธ์ของการปูพรมใช้งานระบบ robot surveillance โดยไม่มีการควบคุมดูแลขอบเขตการทำงาน อาจจะทำให้โลกมีสังคมใหม่ซึ่งทุกคนในสังคมสามารถถูกตัดสินหรือประเมินการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมสาธารณะของทุกคนได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกพื้นที่ แน่นอนว่าไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นคน เพราะนี่จะเป็นระบบ

AI ก้าวล้ำไปอีกขั้น รู้จักทำงานเลียนแบบเซลล์สมองมนุษย์ได้เอง

โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ใหม่ล่าสุดของบริษัทดีปมายด์ (Deepmind) ซึ่งอยู่ในเครือกิจการเดียวกับกูเกิล เรียนรู้ทักษะการนำทางและบอกพิกัดตำแหน่ง จนสามารถเอาชนะมนุษย์ในเกมเสมือนจริงที่แข่งกันค้นหาสิ่งของและหาทางออกจากเขาวงกตได้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาเอไอที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ มีการตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Nature โดยผู้พัฒนาโปรแกรมระบุว่า โครงข่ายประสาทเทียมของเอไอนี้สามารถปรับตัวให้มีพฤติกรรมการทำงานเหมือนกับ “เซลล์ตารางพิกัด” (Grid cells) ซึ่งมีอยู่ในสมองส่วนที่ช่วยนำทางของมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่เคยมีการสอนหรือป้อนข้อมูลเรื่องดังกล่าวให้กับเอไอมาก่อนแต่อย่างใด นายดาร์ชาน กุมาราน นักวิจัยอาวุโสของดีปมายด์ เผยว่า ในขั้นแรกผู้สร้างเอไอโปรแกรมนี้ได้พัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมที่มีความซับซ้อนหลายชั้นขึ้น เพื่อให้เอไอมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง จากนั้นได้สอนทักษะพื้นฐานในการนำทางให้กับเอไอ โดยป้อนข้อมูลที่เป็นรหัสสัญญาณบ่งบอกความเร็วและทิศทางซึ่งมีอยู่ในสมองของหนูที่กำลังออกหาอาหารให้ หลังจากนั้นผู้สร้างโปรแกรมพบว่า เอไอพัฒนาทักษะการนำทางและค้นหาพิกัดตำแหน่งได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังฝึกฝนเล่นเกมค้นหาทางออกจากเขาวงกตเสมือนจริงหลาย ๆ ครั้ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือโครงข่ายประสาทเทียมของเอไอเริ่มส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างกันในรูปแบบที่คล้ายกับการทำงานของ “เซลล์ตารางพิกัด”ที่มีในสมองของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเซลล์นี้จะช่วยให้รับรู้ตำแหน่งและทิศทางของสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมได้ เสมือนมีตารางพิกัดอ้างอิงที่แต่ละช่องเป็นรูปหกเหลี่ยมอยู่เหนือสถานที่นั้น นายกุมารานกล่าว “เอไอเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้กลยุทธ์เดียวกันกับมนุษย์ได้โดยไม่ต้องสอน สามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางลัดตัดตรงที่สุดเพื่อไปถึงเป้าหมายได้ก่อนคู่แข่ง ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างฉับพลันอีกด้วย ขณะนี้ทักษะนำทางของเอไอเหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ไปแล้ว” นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยายังมองว่า พฤติกรรมของเอไอที่ปรับตัวทำงานเหมือนเซลล์สมองของมนุษย์ได้เองนี้ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกการทำงานของสมองส่วนที่ยังเป็นปริศนาอยู่ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยอาจใช้แบบแผนการทำงานของเอไอเพื่อเป็นแนวทางศึกษากระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองของสิ่งมีชีวิตต่อไป เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

นักเรียนผดุงครรภ์ใช้เทคโนโลยี AR ในการฝึกทำคลอด

เทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR (Augmented Reality) เพิ่งจะมีใช้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้เล่นเกม Pokemon Go บนโทรศัพท์มือถือ แต่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มีการนำ Augmented Reality หรือ AR มาช่วยในการฝึกทำคลอดได้ นักผดุงครรภ์เป็นผู้ที่นำชีวิตใหม่มาสู่โลกใบนี้ และนักเรียนผดุงครรภ์ที่มหาวิทยาลัย Middlesex ในกรุงลอนดอน ก็กำลังเรียนรู้วิธีการใหม่ในการทำคลอด Sarah Chitongo ผู้สอนที่มหาวิทยาลัย Middlesex เป็นครูสอนในชั้นเรียนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ นักเรียนของเธอใช้แว่นตาที่ติดตั้งเทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR เพื่อให้นักเรียนผดุงครรภ์ได้มีประสบการณ์กับการจำลองในการทำคลอดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง Sarah กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักเรียนได้มองเห็นภาพจริงของร่างกายที่เสมือนจริง สามารถเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือเดินไปรอบๆ เพื่อให้มองเห็นภายในได้ Darron Hazelby เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการบริการทางคลินิกที่มหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวว่า AR ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการศึกษาการทำคลอดที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าการเรียนในหนังสือ และยังให้ประสบการณ์มากกว่าและได้ลงมือทำ ได้เคลื่อนไหวไปรอบๆ และได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวด้วย การฝึกฝนจะช่วยเตรียมนักเรียนผดุงครรภ์ให้พร้อมสำหรับความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการคลอดบุตร รวมถึงสามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากความบกพร่องทางพันธุกรรมด้วย Sarah Chitongo จากมหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวอีกว่า ผู้หญิงผิวดำและชาวเอเชียมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวานมากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ

ผุดไอเดียลิฟต์อวกาศแบบใหม่ เชื่อมวงโคจรโลกกับพื้นดวงจันทร์ด้วยสายเคเบิล

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเสนอแผนการสร้าง “สเปซไลน์” (Spaceline) ลิฟต์อวกาศแบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสูงยิ่งกว่าเดิม โดยใช้สายเคเบิลที่ผลิตจากวัสดุล้ำยุคเชื่อมต่อระหว่างพื้นผิวดวงจันทร์กับสถานีอวกาศนอกโลก วิธีดังกล่าวจะช่วยตัดลดค่าใช้จ่ายในการยิงจรวดส่งยานอวกาศออกนอกวงโคจรของโลกไปได้อย่างมาก โดยในอนาคตผู้เดินทางท่องอวกาศเพียงโดยสารมากับจรวดให้ถึงระดับวงโคจรค้างฟ้า (geostationary orbit) ของดาวเทียมทั่วไปเท่านั้น แล้วจะสามารถขึ้นลิฟต์อวกาศที่สถานีเชื่อมต่อนอกโลกตรงไปยังดวงจันทร์ได้ทันที แนวความคิดใหม่นี้เป็นของทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในสหราชอาณาจักร โดยมีการเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org เมื่อไม่นานมานี้ รายงานการวิจัยดังกล่าวระบุว่า สเปซไลน์นั้นเป็นลิฟต์อวกาศที่มีความเป็นไปได้ในการก่อสร้างจริงสูง และสามารถสร้างขึ้นจากวัสดุแข็งแกร่งที่สุดที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยการยึดสายเคเบิลเข้ากับพื้นผิวดวงจันทร์แต่ไม่ยึดโยงกับพื้นโลกนั้น ทำให้เสี่ยงกับปัญหาเดิม ๆ เรื่องความมั่นคงแข็งแกร่งและความปลอดภัยของลิฟต์อวกาศน้อยลง เนื่องจากไม่ต้องต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกที่รุนแรงกว่า รวมทั้งความเร็วในการหมุนของโลกที่จะทำให้สายเคเบิลขาด ลิฟต์อวกาศแบบใหม่จะใช้สายเคเบิลยึดพื้นผิวดวงจันทร์และโยงมายังสถานีอวกาศนอกโลก ซึ่งจะสร้างขึ้นในลักษณะคล้ายกับลูกดิ่งที่ถูกผูกห้อยไว้ที่ปลายเชือก และจะมีกระสวยอวกาศแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์วิ่งรับส่งผู้โดยสารไปตามเส้นทางนี้ สำหรับวัสดุที่จะใช้ในการผลิตสายเคเบิลนั้น ทีมผู้วิจัยเสนอว่าแม้ตัวเลือกที่ดีที่สุดจะเป็นวัสดุแห่งอนาคตอย่างคาร์บอนนาโนทิวบ์ แต่วัสดุที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเช่นพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงพิเศษ (UHMWPE) ซึ่งเป็นเส้นใยที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็มีความเหมาะสมสำหรับโครงการลิฟต์อวกาศเช่นกัน โดยอาจออกแบบให้สายเคเบิลมีรูปทรงตีบแคบที่ส่วนปลายทั้งสองข้าง แต่มีความหนามากเป็นพิเศษตรงส่วนกลาง เพื่อป้องกันการฉีกขาด ทีมผู้วิจัยยังหวังว่า การสร้างลิฟต์อวกาศแบบยึดติดกับพื้นดวงจันทร์นี้ จะช่วยให้เกิดการพัฒนาสถานีทดลองในอวกาศหรือแม้แต่การสร้างอาณานิคมอวกาศแห่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อสร้างสถานีต่าง ๆ ในจุดสมดุลแรงโน้มถ่วงระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ หรือจุดลากรานเจียน (Lagrangian Point) ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดพลังงานได้มาก ความคิดเรื่องก่อสร้างระบบลิฟต์อวกาศนั้นมีมานานกว่า 100 ปี แต่ยังไม่สามารถทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้

หุ่นยนต์ ‘จะมาแทนที่คนงานในโรงงาน 20 ล้านตำแหน่ง’ ในปี 2030

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ บริษัทด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า งานในภาคการผลิตทั่วโลกสูงถึง 20 ล้านตำแหน่ง อาจถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในปี 2030 อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุด้วยว่า ตำแหน่งงานในภาคบริการ ก็จะถูกหุ่นยนต์มาแทนที่ด้วยส่วนหนึ่งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มตำแหน่งงานด้วย นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการป้องกัน ไม่ให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แย่ลงไปกว่าเดิม เพราะการนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนคน การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า การมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1 ตัว จะมาแทนที่งานในภาคการผลิต 1.6 ตำแหน่งงาน โดยภูมิภาคใดยิ่งมีงานที่ใช้ทักษะน้อยก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า ภูมิภาคที่คนมีทักษะในการทำงานต่ำกว่า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่า และมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น จะเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานให้แก่หุ่นยนต์มากกว่า บทวิเคราะห์ โดย โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี เราเห็นการคาดการณ์มาแล้วมากมายว่า หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนที่คน ตั้งแต่คนงานในโรงงานไปจนถึงผู้สื่อข่าว ขณะที่งานที่ไม่ได้ใช้แรงงานก็กลับมามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้วย แต่ในรายงานนี้ได้นำเสนอมุมมองบางอย่างที่แตกต่างออกไป โดยเน้นย้ำถึงผลดีในด้านผลิตภาพจากการนำหุ่นยนต์มาใช้งาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโต นั่นหมายความว่า แม้จะมีการสูญเสียตำแหน่งงานไป แต่ก็จะมีตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นด้วย